1

2

     เชื่อกันว่า เมืองเดิมของจังหวัดชุมพร ตั้งอยู่บริเวณวัดประเดิม ฝั่งซ้ายของแม่น้ำชุมพรที่ตำบลตากแดด ต่อมาย้ายไปตั้งเมืองใหม่ที่ตำบลท่ายาง และที่ตำบลท่าตะเภาตามลำดับ เหตุที่ย้ายเมืองบ่อยครั้งอาจสันนิษฐานได้ว่าเป็นเพราะการเปลี่ยนทางเดินของ แม่น้ำท่าตะเภา และแม่น้ำชุมพร หรือ อาจเป็นเพราะเมืองชุมพรเป็นเมืองหน้าด่านในการทำศึกสงคราม จึงไม่สามารถสร้างบ้านเมืองถาวรได้  สำหรับชื่อ วัดประเดิม นั้น เล่ากันว่า น่าจะมาจากการเป็นวัดแรกในบริเวณนี้ และเป็นวัดประจำเมืองชุมพรเก่า เชื่อกันว่าพระปรางค์เดิมมีรูปแบบศิลปะแบบศรีวิชัย แต่ไม่ปรากฏหลักฐานยืนยันที่แน่นอน ในสมัยก่อนน่าจะมีโบราณวัตถุชนิดต่างๆ อยู่ในวัดมากพอสมควร แต่ได้ชำรุดหักพังไปตามกาลเวลาและจากภัยสงคราม ในปัจจุบันยังปรากฏโบราณวัตถุที่ทางวัดเก็บรักษาไว้ เช่น ใบเสมาหินทราย เศียรพระพุทธรูปหินทราย และเศียรพระพุทธรูปปูนปั้นประมาณ ๒๐ ชิ้น มีรูปแบบศิลปะแบบสมัยอยุธยา  เป็นต้น
จากหลักฐานที่กล่าวข้างต้นนี้ แสดงให้เห็นว่าวัดประเดิม คงเป็นวัดที่มีความสำคัญและเจริญมากในอดีตแห่งหนึ่งในจังหวัดชุมพรสิ่งสำคัญภายในวัด๑. พระปรางค์ (บูรณะแล้ว)   ฐานสี่เหลี่ยมจัตุรัส   ทำฐานเป็นบัวลดหลั่นกันขึ้นไป   รูปทรงชลูด เรือนธาตุมีขนาดเล็ก มีระเบียงคตล้อมรอบพระปรางค์ ระหว่างระเบียงคตกับพระปรางค์เป็นลานประทักษิณ รูปแบบศิลปกรรมดั้งเดิมของพระปรางค์องค์นี้ไม่ปรากฏแน่ชัดว่าเป็นแบบใด แต่จากรูปแบบโบราณวัตถุต่างๆ ที่พบในวัด เช่น เศียรพระพุทธรูปหินทราย และใบเสมาหินทราย อาจสันนิษฐานได้ว่าน่าจะสร้างขึ้นในสมัยอยุธยา

๒. เจดีย์รายขนาดเล็ก ๑ องค์ เป็นเจดีย์ทรงกลมตั้งอยู่บนฐานสี่เหลี่ยม สภาพทรุดโทรม มีผู้เล่าว่าเดิมเจดีย์รายรอบวัดมีหลายองค์แต่ปัจจุบันเหลือเพียงองค์เดียว เท่านั้น

๓.อาคารโรงเรียนพระปริยัติธรรม เป็นอาคารสถาปัตยกรรมท้องถิ่น สร้างขึ้นระหว่าง ปี พ.ศ.๒๔๗๓ – ๒๔๘๐ เป็นอาคารไม้แบบเรือนปั้นหยา ยอดจั่ว ชายคาตกแต่งด้วยไม้ฉลุ และกลึงลวดลายแบบพื้นเมือง อาคารนี้แบ่งเป็น ๒ ห้อง โดยมีชานเป็นส่วนเชื่อมต่อ ระเบียงจะอยู่ลดระดับต่ำจากชานประมาณ ๓๐ เซนติเมตร ปัจจุบันส่วนระเบียงมีการซ่อมแซมโดยทำเป็นพื้นคอนกรีต และเสาคอนกรีตที่ยกพื้นทำให้อาคารนี้เป็นเรือนใต้ถุนโปร่ง (ตัวอย่างของอาคารสถาปัตยกรรมพื้นถิ่นแบบนี้ ปัจจุบันพบน้อยมาก เนื่องจากได้รับความเสียหายจากพายุไต้ฝุ่นเกย์ เมื่อ ปี พ.ศ.๒๕๓๒)
วัดประเดิม  ได้รับการประกาศขึ้นทะเบียนเป็นโบราณสถานของชาติ  ในราชกิจจานุเบกษา  เล่มที่  ๕๓  ตอนที่  ๓๔  วันที่  ๒๗  กันยายน  พ.ศ.๒๔๗๙